ความเดิมจากตอนที่แล้ว 4-4-2 ยังไม่ตาย >> https://bit.ly/2rgDESc

ผมกระแทกนิ้วถึงระบบการเล่น 4-4-2 แบบดั้งเดิมที่เหมือนจะถูกระบบ 4-2-3-1 และ 4-3-3 ลวงไปฆ่าแล้วหั่นศพออกเป็นชิ้นๆ ก่อนเอาไปทิ้งลงในโถส้วม แล้วกดชักโครก !!!

พลันนึกขึ้นได้ว่ามักถูกเด็กผีถามไถ่เป็นประจำว่าทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงไม่ใช่ยอมนำระบบ 4-4-2 กลับมาใช้อีก

เมื่อก่อนเวลาเจอถามอะไรแบบนี้

ผมก็จะตอบกลับไปว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เลิกใช้ระบบการเล่นแบบ 4-4-2 (โบราณ) ไปตั้งนานจนไม่น่าจะถามอะไรแบบนี้แล้ว เพราะมันเหมือนคุณเป็นเจ้าชายนิทราที่สลบไปนานเป็นสิบๆ ปี ก่อนจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าพลพรรคปีศาจแดงไม่ได้ใช้ระบบเดิมแล้ว

…ว่าแล้วขอบอกอีกครั้งและอีกครั้งว่า แมนฯ ยูไนเต็ด โดยผู้เป็นบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โยนสูตร 4-4-2 ออกจากการเป็นระบบการเล่นหลักของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

ย้ำอีกครั้งว่าตั้งแต่ปี 2001 หรือเมื่อ 18 ปีที่แล้วโน่นนนน !!!

4-4-2 ของปีศาจแดง
แต่พอกลับมาคิดอีกที

อืมมมมมม…นี่ขนาดเวลามันปลิวผ่านไปตั้ง 18 ปีแล้วนะครับก็ยังอุตส่าห์มีคนถามถึงสูตร 4-4-2 แสดงว่านี่คือระบบการเล่นที่สุดแสนจะคลาสสิกแบบ Never Die จนทำให้คนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับมันมาตลอด

ย้อนกลับไปในปี 2001 ที่ท่านพระยาหมื่นลูกหนังตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบการเล่นของลูกทีมจาก 4-4-2 แบบดั้งเดิมมาเป็น 4-5-1 ก่อนจะพัฒนามาเป็น 4-2-3-1 ที่ใช้ในยุคปัจจุบัน

อันดับแรกป๋าแกให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลง โดยเล่าย้อนกลับไปในเกมหนึ่งในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลูกทีมของแกครองบอลทำเกมรุกคู่แข่งอยู่ดีๆ ทันใดก็ถูกสวนกลับแล้วเสียประตูแบบง่ายดายเกินไปหน่อย เนื่องเพราะทีมตัวเองมีผู้เล่นในแดนกลางน้อยเกินไปจนอนุญาตให้คู่แข่งทะลุทะลวงผ่านเข้ามาทำประตูอย่างรวดเร็ว

ประกอบกับป๋าแกเริ่มจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

อะไรบางอย่างที่บอกว่ารูปเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด มักจะเป็นรองคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน และประสบความไม่สำเร็จในเส้นทางสายยุโรปนับตั้งแต่คว้าแชมป์ เมื่อ 1999

จึงจำเป็นต้องเพิ่มผู้เล่นในแดนกลางเข้าไปให้ไม่น้อยกว่าคู่แข่งในระบบ 4-5-1 นี่แหละ

ส่วนสาเหตุสำคัญอีกประการ คือการมาของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน

4-4-2 ของปีศาจแดง
ตอนโน้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีผู้เล่นในแผนกกองกลางระดับตีนพระกาฬถึง 4 คนอย่าง ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์, รอย คีน และ เดวิด เบ็คแฮม

พ่อมดจากอาร์เจนติน่าก็จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางระดับจอมทัพตัวขับเคลื่อน แถมยังเดินทางมาที่โรงละครแห่งความฝันพร้อมค่าตัวมหาศาลถึง 28 ล้านปอนด์

ในเมื่อแดนกลางมีความหนาแน่นและลงตัวอยู่แล้ว คำถามคือแล้วจะถอดใครออกจากตำแหน่งตัวจริงดีล่ะ?

หวยจึงไปออกที่กองหน้า แล้วคนที่โดนหวยอย่างจังคือ แอนดี้ โคล

ฤดูกาล 2001-02 พ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ปรับระบบการเล่นจาก 4-4-2 มาเป็น 4-5-1 โดยขยับเอา พอล สโคลส์ ขึ้นไปเล่นเป็น “หน้าต่ำ” อยู่ข้างหลังหัวหอกตัวเป้าอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย

ด้วยโทษฐานที่เคยเป็นกองหน้ามาก่อน – สมัยที่ถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆ ไอ้หัวแดงอั้งม้อคือ “ศูนย์หน้า” นะครับ ปัญหาคือตัวเล็กและเตี้ยม่อต้อเกินไปกว่าจะเป็นกองหน้าในสมรภูมิแข้งที่อัตราความฮาร์ดคอร์แบบทะลักจุดแตก เวลาต่อมา พอล สโคลส์ จึงถูกถอยลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง

การขยับเอานักเตะที่เพื่อนๆ เรียกว่า “สโคลซี่” ไปเล่นเป็นหน้าต่ำดูเหมือนจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ มิซ้ำฟอร์มการเล่นของ ฮวน เซาบาสเตียน เวรอน ก็ไม่เปล่งปลั่งเหมือนตอนที่อาละวาดใน กัลโช่ เซเรีย อา ทั้งปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการเล่นของปีศาจแดงและฟุตบอลอังกฤษไม่ได้

ผลของการปรับระบบเป็น 4-5-1 ในฤดูกาลแรกจึงออกมาไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ นอกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด จะเสียแชมป์ให้ อาร์เซน่อล พวกเขายังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ตามหลังคู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล ด้วย

4-4-2 ของปีศาจแดง
แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีนั่นแหละว่าป๋าแกมีอัตราความดันทุรังสูงแบบเกินพิกัดเก็บ ไม่มีทางที่จะยอมแพ้ง่ายๆ อยู่แล้วจึงมีการปรับตำแหน่งของผู้เล่นอีกครั้ง โดยหลังจากฤดูกาล 2002-03 ผ่านไปได้สักระยะ ท่านพระยาหมื่นก็ให้ปีกซ้ายอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ นี่แหละมาเล่นเป็น “หน้าต่ำ” รับบทตัวฟรีอยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างพี่ม้าพลางถ่าง พอล สโคลส์ ออกไปทางด้านซ้าย

ไอ้หัวแดงไม่ใช่ปีกตามธรรมชาติ เมื่อถูกขยับออกไปเล่นตรงนั้นจึงมักหุบจะเข้ามาตรงกลาง หรือหักเลี้ยวเข้าในแล้วตะบันด้วยอีขวาข้างถนัด

บันทึกฤดูกาลนั้นคือฤดูกาลที่ พอล สโคลส์ ทำประตูในศึกพรีเมียร์ลีกได้มากที่สุด คือ 14 ประตู และโดยส่วนใหญ่มันจากตำแหน่งกองกลางทางด้านซ้าย

ระหว่าง 4-5-1 กับ 4-4-2 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด มันไม่แตกต่างกันมากนัก แค่ตัดกองหน้าตัวเป้าออกไป 1 ตัวแล้วเพิ่มมิดฟิลด์เข้าไปอีก 1 คนเท่านั้นเอง ขณะที่ปีกก็ยังเป็นปีกจริงๆ ไม่ได้เอากองหน้าไปเล่นเป็นปีก และยังไม่ใช่ปีกประเภทตัดใน

หลังจากนั้น 4-5-1 ก็ถูกปรุงแต่งเป็น 4-2-3-1 บ้าง 4-3-3 บ้าง ตามจังหวะและเวลา เพราะผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคป๋าส่วนใหญ่มักเล่นได้หลายตำแหน่งอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวย์น รูนี่ย์ ที่เล่นได้ทั้งหัวหอกตัวเป้า – หน้าต่ำ – หน้าซ้าย และหน้าขวา รวมถึงถอยลงมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง

ที่แน่ๆ คือไม่เคยกลับมาใช้ 4-4-2 เป็นระบบการเล่นหลักอีกเลย แต่ก็มีบางนัดที่ระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมถูกปรับกลับมาใช้ตามสถานการณ์

4-4-2 ของปีศาจแดง
ปี 2008 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปที่ มอสโก – เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ติดตั้งระบบ 4-4-2 แบบโบราณนี่แหละครับให้ลูกทีมอีกครั้ง โดยมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง โอเว่น ฮากรีฟส์ ถูกถ่างออกไปเป็นตัวริมเส้นทางด้านขวา – ตรงกลางใช้ ไมเคิ่ล คาร์ริค กับ พอล สโคลส์ เล่นคู่กัน ส่วนปีกซ้ายคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

คาร์ลอส เตเวซ กับ เวย์น รูนี่ย์ เป็นกองหน้าคู่กัน

อย่างไรก็ตาม มันเป็นระบบ 4-4-2 ที่คาบเกี่ยวกับ 4-3-3 เพราะเจ้าของสมญา “ไอ้เจ็ตโด้” มักขยับเข้ามาเล่นข้างในเหมือนเป็นกองหน้าอีกตัว โอเว่น ฮากรีฟส์ ก็สามารถหุบเข้าไปช่วยเล่นเกมรับตรงกลาง ขณะที่คู่หัวหอกอย่าง เวย์น รูนี่ย์ กับ คาร์ลอส เตเวซ ก็วิ่งพล่านไปทั่วสนามพลางสลับกันลงมาล้วงบอลในแดนกลางอยู่แล้ว

ฤดูกาลสุดท้ายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก พวกเขาก็ถูกติดตั้งระบบ 4-2-3-1 โดยช่วงแรกๆ ให้ ชินจิ คางาวะ สวมบทหน้าต่ำ แต่ดาวเตะจากแดนอาทิตย์อุทัยทนแรงเสียดสีของฟุตบอลอังกฤษที่ทั้งหนักหน่วงและรวดเร็วไม่ไหว สุดท้ายต้องให้ เวย์น รูนี่ย์ ขยับเข้ามาเป็น “หน้าต่ำ” อย่างข้างหลัง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ แทน

“เสี่ยหมู” จัดเป็นผู้เล่นที่บ้าพลังจึงสามารถถอนตัวเองลงมาเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์พลางสับตีนขึ้นไปเป็นกองหน้า ดังฉะนั้นไอ้ระบบ 4-2-3-1 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด มันก็แทบไม่ต่างจาก 4-4-2 สักเท่าไหร่

ในฤดูกาลแรกที่ หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาเป็นกุนซือปีศาจแดง

ช่วงแรกๆ ของซีซั่น 2014-15 เจ้าของฉายา “ทิวลิปเหล็ก” ปรับระบบการเล่นเป็น 3-5-2 ตามด้วย 4-4-2 แบบไดมอนด์ เพราะต้องการยัด ราดาเมล ฟัลเกา เข้าไปเป็นกองหน้าอีกหนึ่งคน ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้ไม่ค่อยแมตช์กับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ กระทั่งเข้าสู่ช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของฤดูกาลจึงปรับหมากเตะอีกครั้งเป็น 4-1-4-1 แล้วทำผลงานได้ไฉไลเป็นบ้า ก่อนเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 4 ของตาราง

4-4-2 ของปีศาจแดง
แต่ด้วยความคิดมากเกินไปจึงปรับระบบใหม่เป็น 4-2-3-1 ในฤดูกาล 2015-16

ส่วน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็นิยมระบบ 4-3-3 และ 4-2-3-1 เป็นสูตรสำเร็จของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะครับ

ถามว่าแล้วยุคนี้สามารถจัดผู้เล่น 11 ตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในระบบ 4-4-2 แบบโบราณได้หรือเปล่า ???

โดยเทคนิคมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับคุณ ถ้าผู้เป็นกุนซืออยากจะจัดก็จัดได้ ในเมื่อมีปีกแท้ๆ อย่าง ดาเนี่ยล เจมส์ อยู่ในทีม แถมตอนเป็นนักล่าตาข่าย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็คุ้นเคยกับระบบ 4-4-2 ดีอยู่แล้ว

สมมุติว่ากระชาก เจดอน ซานโช่ มาร่วมทีมได้สำเร็จก็ให้เล่นเป็นปีกขวาพลางโยกเจ้าหนูแดนไปทางซ้าย โดยจัด อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นกองหน้าคู่กัน

หรือถ้าซื้อกองหน้าตัวเป้ามาอีกคนก็สามารถถ่างทั้ง “แรช” และ “หมาก” ออกไปเป็นปีกซ้ายได้อย่างไม่ขัดเขิน

ผมว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะครับ ถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลับมาใช้สูตร 4-4-2 เหมือนในยุคเรืองอำนาจ ด้วยปีก 2 ข้างที่มีความจัดจ้านและปราดเปรียวพลางส่งกองหน้าระดับตีนไฟลงไปไล่ล่าประตูพร้อมกัน 2 คน ขณะตรงกลางก็เป็น ปอล ป็อกบา กับ สก๊อตต์ แม็คโทมิเนย์

หากเจอคู่แข่งที่มาในระบบตามสมัยนิยมอย่าง 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 รูปเกมอาจจะเป็นรอง เพราะคุณมีผู้เล่นในแดนกลางที่น้อยกว่าจนอาจจะต้องทดแทนด้วยเกมรุกที่เล่นอย่างรวดเร็วและวูบวาบกว่าเดิม

4-4-2 ของปีศาจแดง
เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าอัตราความสนุกสนานของเกมก็น่าจะสูงขึ้น เพราะการครองบอลนานๆ ด้วยการถ่ายบอลไปถ่ายบอลมัน ความจริงแล้วแม่งโคตรน่าเบื่อ

สงครามแข้งพรีเมียร์ลีกและฤดูกาลนี้ผ่านไปแล้ว 12 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะเพียงแค่ 4 นัด โดย 3 ใน 4 นัดที่มีชัยเหนือคู่แข่ง พวกเขาครองบอลน้อยกว่าพลางอาศัยจังหวะฉาบฉวยจู่โจมแบบลอบสังหารนี่แหละ

อย่างไรเราก็คงได้แต่จินตนาการถึงเรื่องนี้ไปแบบขำๆ นั่นแหละ

เพราะมันคงเป็นไปได้ยาก

ยิ่งผู้จัดการทีมสมัยนี้เน้นการครองบอลเป็นสำคัญ คิดมาก และไม่ค่อยกล้าเสี่ยง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็เช่นกัน

แต่ถ้าจะพูดให้ดูดีคงต้องบอกว่า…

แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่และมีศักดิ์ศรีสูงเกินกว่าที่จะยอมลดตัวลงมาเล่นแนวกองโจรแบบ เลสเตอร์ ในฤดูกาล 2015/16

By admin