“ผมไม่เคยมีภาพในหัวต่ออาชีพผู้จัดการทีมเลย ผมชอบชีวิตที่ผมเป็น!” เป็นคำพูดของกุนซือชั่วคราวผู้ต้องก้าวมาแบกความหวังของปวงกูนเนอร์สนับจากนี้เมื่อนานมาแล้ว

กระทั่งใครก็ตามที่เคยค้าแข้งด้วยกัน เป็นเพื่อนร่วมทีมเดียวกัน ก็ยังมีมุมมองว่าเส้นทางของเขาเหมาะจะไปเป็นนายแบบ, เปิดร้านอาหารหรือร้านกาแฟมากกว่า

ในฐานะนักเตะก็เชื่อว่าหลายคนย่อมจดจำ เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก ได้แม่นยำ อดีตกองกลางจอมขยันที่มีทีเด็ดต้องการสอดมาทำประตู ท่าทางยียวนบนหญ้าสีเขียวกับการย้อมสีผมจนไปถึงการที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นยุคยิ่งใหญ่ของอาร์เซนอล ฟุตบอล คลับ

อย่างไรก็ตามเหตุใดเขาถึงกลายมาเป็นขวัญใจของนักเตะที่ได้ทำงานด้วยกัน เพราะอันใดเขาถึงได้รับการเลือกและไว้วางใจจากบอร์ดบริหารให้มาทำหน้าที่ต่อจากอูไน เอเมรี่ซึ่งเพิ่งโดนปลดออกหลังจากอนาคตแขวนบนเส้นด้ายมาพักใหญ่

“ตอนที่รีไทร์ออกมา ผมเองเคยมีความฝันว่านับจากนี้จะไม่มีใครสั่งให้ผมต้องซ้อมหนักหรือวิ่งได้แล้ว ผมเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใครแต่วันหนึ่งผมก็พบว่าชีวิตมันน่าเบื่อ ผมเลยรู้สึกว่าต้องกลับไปหาสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง”ลุงเบิร์กเคยกล่าวเอาไว้ถึงที่มาของการเข้ามาเป็นโค้ช

ผู้กอบกู้ปืน
ย้อนไปตอนที่เจ้าตัวกำลังร่ำเรียนวิชาโค้ชเพื่อสอบเอาใบประกาศนียบัตร หนึ่งในขั้นตอนก็ต้องเป็นการลองไปลงสนามจริงหมายถึงหาสโมสรเข้าไปฝึกปรือซึ่งเจ้าตัวเลือกฮัมสตั๊ดส์ในบ้านเกิด

เหตุผลเดียว-นี่เป็นสโมสรที่ลุงเบิร์กเริ่มต้นอาชีพตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน

ก้าวต่อมาของเขาก็เป็นการได้รีเทิร์นสู่อาร์เซนอลในฐานะ “ทูต” ก่อนที่ภายหลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นโค้ชทีมยู-15 ซึ่งถือว่าเป็นเวทีแจ้งเกิดของเจ้าตัวก็ได้เนื่องจากเป็นการได้คลุกคลีกับกลุ่มเด็กๆที่เขาเองก็มั่นใจว่าทั้งหมดล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนให้สโมสรพุ่งไปข้างหน้า

ปี2017 ทันทีที่ อันดรีส ยอนเคอร์ เปิดตัวเป็นกุนซือของโวล์ฟส์บวร์กทีมในเยอรมัน เขาก็ได้ดึงเอาลุงเบิร์กเข้ามาช่วยงานในฐานะผู้ช่วยซึ่งนี่ก็เป็นก้าวสั้นๆบนถนนสายที่เขาเลือกเอง จากชุดเยาวชนหัวนมเริ่มแตกพานก็มาอยู่กับทีมอาชีพที่อาจไม่โด่งดังมากแต่นั่นแหละเหมาะเหลือเกินที่ได้เรียนรู้

แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตามเนื่องจากยอนเคอร์ได้โอกาสคุมทีมแค่ 19 เกม พอมีการแยกย้ายก็มีข้อเสนอจากบ้านเกิดในสวีเดนมาทันทีทว่าเจ้าตัวเลือกที่จะกลับลอนดอน

งานต่อมาของลุงเบิร์กก็ยังเป็นที่อดีตต้นสังกัดที่เจียระไนเขากลายเป็นเพชรเม็ดงามแต่คราวนี้บทบาทมากขึ้นเป็นโค้ชชุดยู-23ของภายทีมโดยทำงานร่วมกับแพร์ เมอร์เตซัคเกอร์ที่เพิ่งได้เป็นผอ.อะคาเดมี่ของทีม

ผู้กอบกู้ปืน

ชุดยู-23ก็ไม่ต่างจากชุดสำรองของทีมชุดใหญ่ ต้องมีการคุยกับทางทีมชุดใหญ่ตลอดว่าใครบ้างที่ฟอร์มเข้าตาน่าดันขึ้นไปจนถึงการที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของทีมตัวเองในเรื่องการแข่งขัน

ฮูลิโอ เปลกูซูเอโล่ กัปตันทีมชุดนั้นที่ลุงเบิร์กคุมบอกไว้แบบนี้ “สไตล์ที่เฟร็ดดี้เข้ามาทำได้เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเราเล่นกันโดยเข้าใจพื้นฐานของฟุตบอลมากขึ้น มองฟุตบอลในความจริงมากขึ้น พวกเรารู้ว่าไม่ใช่ทุกครั้งเราต้องต่อบอลจากหลังไปหน้า เราสามารถโยนบอลไปที่ว่างได้ถ้ามันจำเป็นหรือบางทีเราก็ต้องรู้จักตั้งรับแล้วสวนกลับ”

เสร็จการซ้อมก็อาจมีการซ้อมต่อกับผู้เล่นบางคนตัวต่อตัวสำหรับคนไหนที่เขาคิดว่าต้องพัฒนาบางจุด อาทิบางคนที่ขาดทักษะการยิงก็ต้องซ้อมยิงประตู ใครที่ขาดเทคนิคส่วนตัวก็ต้องดูแลตรงนี้

ตัวอย่างที่เด่นชัดกับผลผลิตจากทีมชุดนั้นก็ได้แก่ รีสส์ เนลสัน, โจ วิลล็อค, เอไมล์ สมิธ โรว์ จนถึง บูกาโย่ ซาก้า ซึ่งทั้งหมดล้วนมีส่วนกับชุดใหญ่ในซีซั่นนี้ต่างก็ถูกเพาะบ่มมาจากลุงเบิร์ก

ผู้กอบกู้ปืน
มีอยู่คำที่ “เฟร็ดดี้” ใช้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานกับอาร์เซนอล “Arsenal Way”

หมายถึงเขาพยายามเน้นย้ำให้นักเตะทุกคนตระหนักว่าอะไรคือความหมายของการได้สวมเครื่องแบบที่มีโลโก้ปืนอยู่อกข้างซ้าย อะไรคือคุณค่าของการที่ได้โอกาสมาอยู่กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่สุดของอังกฤษ

แน่นอน…ไม่ใช่แค่มาเล่นฟุตบอล รอรับเงินเดือน

ผลงานของเขาจนถึงคาแรกเตอร์ที่ใครก็สัมผัสได้จึงทำให้ถูกดันสู่ชุดใหญ่เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา สิ่งแรกที่เจ้าตัวทำคือไปเรียนภาษาสเปนเพิ่มเพราะตระหนักดีว่าโค้ชก็คนสเปน ทีมงานคนอื่นๆก็เป็นสเปนจึงจำเป็นมาก

ความที่อยู่กับทีมมาก่อนและนานกว่า ว่ากันว่าอูไน เอเมรี่ก็ได้รับการช่วยเหลือและได้รับคำแนะนำที่ดีไปหลายอย่างจากลุงเบิร์กเพียงแต่มันไม่เพียงพอให้ตัวเขารอดพ้นการตกงาน

ผู้กอบกู้ปืน
อดีตดาวเตะทีมชาติสวีเดนถือเป็น “พี่เลี้ยง” ของผู้เล่นแทบทุกคนในทีม ยามที่ใครมีเรื่องคับข้องใจก็ต้องมาปรึกษาเขา เขาเองก็เป็นคนแรกที่เข้าไปโอบกอดนักเตะที่โดนเปลี่ยนตัวออกมาเช่นกัน

ในฟุตบอล เราไม่มีทางเดาได้เลยว่าอะไรเกิดขึ้น

ในส่วนของคนที่เป็นโค้ช เราเองก็แทบจะไม่รู้หรอกว่าใครที่เข้ามาแล้วจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

หากสำหรับอาร์เซนอลแล้วพวกเขาเป็นสโมสรที่ต้องการคนที่เข้าใจความเป็น”กูนเนอร์ส”มากกว่าเอเมรี่ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นลุงเบิร์กที่เข้ามารักษาการณ์

“ความท้าทายเป็นสิ่งที่ไม่เคยสิ้นสุด มันก็เหมือนกับการเรียนรู้ที่จะเป็นโค้ชที่ดีให้ได้”เจ้าตัวพูดเอาไว้

“ไก่ป่า”

By admin